วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551








ชั่วโมงเซียน"ป๋องสุพรรณ"

"ไม่มีแผ่นดินของจังหวัดใด ที่จะพบพระเครื่องมากกรุเท่ากับเมืองสุพรรณบุรีนี้ได้เลย"
เป็นคำกล่าวขานของจังหวัดสุพรรณบุรีและในจำนวนพระกรุที่พบหลายสิบกรุนั้น มีอยู่ ๓ กรุที่วงการพระพูดกันอยู่เสมอๆ ซึ่งอาจจะเรียกว่า "อมตะยอดนิยม พระเครื่องมืองสุพรรณฯ" คือ ๑.พระผงสุพรรณกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุอ.เมือง ๒.พระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่างและ ๓.พระถ้ำเสือกรุวัดเขาถ้ำเสือกรุวัดเขาพระ กรุวัดเขาดีสลัก โดยแต่ละกรุนั้นมีความโดดเด่นทั้งพุทธศิลปและพุทธคุณ ที่น่าสนใจดังนี้

๑.พระผงสุพรรณกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุอ.เมือง นับเป็นพระเครื่องเลื่องชื่อ ถูกบรรจุอยู่ในชุดเบญจภาคี ซึ่งมีทั้งเนื้อดินและเนื้อชินเงิน ที่เรียกว่าพระผงสุพรรณยอดโถ แต่สาเหตุที่เรียกว่า ผงสุพรรณ ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับการเรียกขานกันว่าพระผงสุพรรณ เรื่อยมา ขึ้นชื่อว่ามีพุทธคุณ เมตตามหานิยมแคล้วคลาดภัยภิบัติ คงกระพัน โชคลาภ และความมีอำนาจ ค่านิยมหลักล้านขึ้น
จารึกลานทองที่ค้นพบกล่าวถึงการสร้างพระผงสุพรรณไว้ความว่า ศุภมัสดุ ๑๒๕๖ สิทธิการิยะ แสดงบอกไว้ให้รู้ว่าฤาษีทั้งสี่ตน พระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณ เป็นต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้มีศรัทธาพระฤาษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแด่ว่าน ทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายนิ้วมือของมหาเถระปิยะทัสสะสิ ศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่างๆมีอนุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ 3 เดือนแล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม
ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รับเอาไว้สักการบูชาเป็นของวิเศษแม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คออาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง เอาพระลงสรงนํ้ามันหอม แล้วนั่งบริกรรม พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ๑๐๘ จบ พาหุง ๑๓ จบใส่ขันสัมฤทธิ์ นั่งอธิษฐานเอาความปรารถนาเถิด ให้ทาทั้งหน้าและผม คอ หน้าอก ถ้าจะใช้ทางเมตตา ให้มีสง่า เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟัง ยําเกรง ให้เอาพระไว้ในนํ้ามันหอม เสกด้วยคาถานวหรคุณ ๑๓ จบ พาหุง ๑๓ จบ พระพุทธคุณ ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนทําพิธีในวันเสาร์ นํ้ามันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอ ทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวนี้ พระว่านก็ดี พระเกสรก็ดี ทําด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่าประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง ๓ อย่างนี้ดุจกําแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทเยสันตาจนจบ พระ พุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบ พาหุงไปจนจบ แล้วให้ว่าดังนี้อีก กะเตสิกเก กะระฌัง มหาไชยังมังคะสัง นะมะพะทะ ประสิทธิ แลฯ

๒.พระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่างต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ ขึ้นชื่อว่ามีพุทธคุณ ด้านเมตตามหานิยมคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และความมีอำนาจ ค่านิยมอยู่ในหลักแสนกลางๆ(สภาพต้องสวยสมบูรณ์) พระขุนแผน เป็นพระกรุเนื้อดินจัดได้ว่าเป็นพระขนาดใหญ่ของพระพิมพ์ขุนแผน เป็นพระปางประทับนั่งสมาธิ ประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว มีใบระกาประดับด้านบน โดยในวงการพระเครื่องให้ความนิยมสูงมากในบรรดาพระเครื่องเนื้อดินด้วยกัน และที่สำคัญยังมีความเชื่อด้วยว่าเป็นพระเครื่องที่น่าจะสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถที่ได้สู้รบกับพม่า เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด เมื่อเสร็จศึกก็ร่วมกันสร้างพระฉลองชัยชนะ และอุทิศส่วนกุศลให้ทหารหาญ ผู้สูญเสียชีวิตในสมรภูมิ
พระขุนแผน วัดบ้านกร่าง ประกอบด้วยพิมพ์มากมายหลายพิมพ์ที่ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ หลังวิหารเก่าในวัดบ้านกร่าง ต่อมาเมื่อมีการบูรณะเจดีย์จึงได้นำพระจำนวนมากเหล่านี้มากองสุมไว้ที่โคนต้นโพธิ์ใกล้กับพระวิหาร และอีกส่วนหนึ่งได้กองไว้ในพระวิหารจนสูงท่วมฐานชุกชี จึงเป็นจุดที่ทำให้พระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่างนี้ได้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เมื่อกาลเวลาผ่านมาได้มีผู้นำพระขุนแผน อาราธนาติดตัว จนมีประสบการณ์ทั้งทางด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด โดยเฉพาะประสบการณ์ทางด้านเมตตามหานิยม จนพระเครื่องกรุวัดบ้านกร่างชุดนี้ถูกขนานนามว่า พระขุนแผน
๓.พระถ้ำเสือแตกกรุครั้งแรกที่วัดเขาถ้ำเสืออ.อู่ทองจ.สุพรรณบุรีในราวปี ๒๔๘๗ คนหาขี้ค้างคาวไปพบและนำออกมาจากถ้ำ ต่อมาก่อน ๒๕ พุทธศตวรรษ ก็พบอีกหลายกรุ เช่น กรุเขาพระ เขาดีสลัก เขาถเสือ เขากุฏิ และยังพบในเจดีย์วัดดอนพุทธา วัดเขาพระ วัดเขาวงพาทย์ วัดเขากำแพง เป็นต้น ขึ้นชื่อว่ามีพุทธคุณเด่น ด้านคงกระพันชาตรีแคล้วคลาดจากอันตราย และความมีอำนาจ ถ้าเป็นพระกรุเก่าค่านิยมอยู่ในหลักแสนต้นๆ
สันนนิษฐานว่าพระฤาษีสร้างขึ้นในสมัยกลางอยุธยา เพราะว่าฤาษีได้อาศัยถ้ำเพื่อบำเพ็ญภาวนาและจำศีลตามถ้ำ และฤาษีเป็นผู้ที่บวชอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร เป็นผู้มีฌานสมาบัติอันแก่กล้า จึงได้สร้างพระไว้เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา และได้แบ่งแยกเป็นพิมพ์ต่างๆอีกหลายพิมพ์ เช่น มีศิลปะเฉพาะตัวไม่เหมือนศิลปะอื่นใด แลคล้ายตุ๊กตาเสียกบาล เท่าที่พบจะเป็นเนื้อดินเผา ความหนาแน่นเนื้อพระจะคล้าย พระขุนแผน กรุวัดพระรูป ไม่มีเม็ดทราย ถึงจะมีในบางองค์ ก็เป็นจำนวนน้อย และถ้ามีก็จะเป็นเม็ดทรายขาว พระถ้ำเสือส่วนใหญ่แล้ว จะมีเนื้อสีแดงคล้ายสีกระเบื้อง ในบางองค์อาจเป็นสีแดงเข้ม แต่จะมีความแห้งผากเลยทีเดียว เพราะอายุในการสร้างได้ผ่านมานานนับร้อยปี จึงทำให้มีความแห้ง แบบธรรมชาติ และอมความเก่าไว้เป็นสำคัญ นอกจากจะเป็นพระที่เก่าแก่มีอายุสร้างมานาน และองค์พระขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้อยหรือพกพาสะดวก เพราะเป็นพระเล็กกำลังพอดี



ความสมบูรณ์ของตำราพิชัยสงครามฉบับรูปภาพ แบ่งเป็นสองมิติ คือ 1.สมบูรณ์ในเรื่องของการเก็บรักษา ความคมชัดของรูปภาพ 2.สมบูรณ์มากในเรื่องร่องรอยของการเคยถูกใช้งาน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ค่อยจะเหลือร่องรอยพวกนี้ ที่ผ่านมาตำราพิชัยสงคราม ฉบับรูปภาพที่พบมี 4 ฉบับ แปลเรียบร้อยแล้วมี 3 ฉบับ อีกฉบับมีแค่เพียงเอ่ยถึงเท่านั้น แต่ยังไม่มีใครเห็น ตำราพิชัยสงครามประกอบด้วยตำราหลายๆ เล่ม เป็นศาสตร์แต่ละอย่างเพื่อรวบรวมไว้ใช้ในการทำสงคราม" นายปริญญากล่าว และว่า ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้คือ ฉบับผังกองทัพ การจัดผังกำลังศึก และการจัดเข้ารูปในการตั้งทัพ ใช้ภาษาปัจจุบันคือ การบอกพิกัดทัพ ซึ่งถ้าศึกษาในเชิงลึกแล้วจะรู้กองทัพนี้ตั้งอยู่ที่ไหน
นายปริญญากล่าวว่า ตำราพิชัยสงครามฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับหลวง ไม่ใช่ฉบับที่คัดลอกทั่วไป ปัจจุบันฉบับคัดลอกทั่วไปที่อยู่ในมือของบุคคล เช่น ตำราพิชัยสงครามฉบับพัทลุง เป็นการคัดลอกมาอีกชั้นหนึ่ง อยู่ในตระกูลของเกจิอาจารย์ทั้งหลายแต่ยังไม่ชัดเจนและงดงามเท่านี้ จึงอยากเรียกตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ในเบื้องต้นว่า ตำราพิชัยสงครามเมืองเพชรบูรณ์ฉบับพรหมบุญ เพื่อยกย่องและให้เกียรติแก่ตระกูลพรหมบุญ ที่เก็บรักษาตำราพิชัยสงครามเล่มนี้ไว้อย่างดี และได้นำมามอบให้ทางหอประวัติศาสตร์เพชรบูรณ์ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้า



นายปริญญา สัญญะเดช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธไทยโบราณและเจ้าของพิพิธภัณฑ์บ้านขุนศึก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ว่า ได้พบตำราพิชัยสงคราม ที่คาดว่าเป็นฉบับหลวง อายุประมาณ 200 ปี โดยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ร่วมประชุมกับนายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นางธีรพร พรพฤฒิพันธุ์ นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ อดีตนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ที่หอประวัติศาสตร์เพชบุระ อ.เมืองเพชรบูรณ์ กรณีการพบตำราพิชัยสงครามล้ำค่า คาดอยู่ในช่วงยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุเก่าแก่ราว 200 ปี ซึ่งนายมาวิณห์ พรหมบุญ นำมามอบให้ และได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอประวัติศาสตร์เพชบุระ นายปริญญากล่าวว่า ตำราพิชัยสงครามที่พบมี 2 เล่ม เป็นฉบับรูปภาพ และฉบับตัวอักษร โดยฉบับรูปภาพมีความสมบูรณ์มาก ถือเป็นเล่มล่าสุดที่เพิ่งถูกค้นพบ รูปเล่มเป็นสมุดข่อยไทดำ หรือสมุดข่อยลงฝุ่นสีดำ ภาพเขียนด้วยสีฝุ่นชอล์ก ส่วนอักขระเป็นอักษรไทยช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ลงสีหรดาร ส่วนฉบับตัวอักษรคาดว่าเป็นฉบับคัดลอกในภาย





ไม่มีความคิดเห็น: